เมื่อกระต่ายฟันหน้ายาวจะทำอย่างไร…..

เมื่อฟันหน้าของกระต่ายมีอาการยาวผิดปกติ จำเป็นจะต้องนำมาให้คุณหมอทำการตัดฟันให้ เพื่อจะทำให้กระต่ายกลับมากินน้ำอาหารได้อย่างปกติ *******ควรตัดฟันโดยสัตว์แพทย์เท่านั้น ควรตัดฟันด้วยเครื่องเจียรฟันเท่า ไม่ควรตัดฟันด้วย กรรไกรตัดเล็บ คีมต่างๆ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ฟันและรากฟันแตกหักได้เป็นสาเหตุของฝีรากฟันได้********

5 อาการ สังเกต โรค ฟันยาวในกระต่าย

หลายคนคงไม่ทราบ ว่า กระต่ายของ ตัวเองที่เลี้ยงอยู่นั้น มีฟันแบบ พิเศษ คือ  เป็นฟันที่สามารถ งอกยาวได้ตลอดชีวิต ทั้งฟันหน้า ฟันกราม (กระต่ายไม่มีฟันเขี้ยวนะ)  เพราะธรรมชาติ กระต่ายเป็นสัตว์กินฟืชที่มีเส้นใยเหนียว แข็ง เช่น หญ้าแห้ง ต่างๆๆ  บางการให้อาหารที่ไม่เหมาะ จะส่งผลต่อฟันได้ เราจะดูว่า ถ้ากระต่ายมี ปัญหาโรคฟันยาว จะสังเกตได้อย่างไร…… ฟันหน้ายาวหรือไม่สบกัน อย่างเห็นได้ชัด คางเปียก มีน้ำไหลจำนวนมาก มีโรคผิวหนังใต้คาง ตาแฉะมีน้ำตาไหลตลอดเวลา   กินน้ำปริมาณมากหรือน้อยผิดปกติ จากเดิม   5.เบื่ออาหาร พฤติกรรมการกินอาหารเปลี่ยนไป เช่น กินแต่หญ้า หรือ กินอาหารเม็ดอย่างเดียว ถ้าพบว่า กระต่ายมีอาการดังกล่าว แนะนำให้ไปพบสัตว์แพทย์เพื่อทำการตรวจฟัน  เผื่อที่จะได้รักษาอย่างทันท่วงทีนะครับ Nut Guyson DVM. Premier Pet Hospital  

เรื่องน่ารู้ของฟันกระต่าย

เรื่องน่ารู้ของฟันกระต่าย 1. ฟันของกระต่ายควรสบกันพอดี/ฟันบนครอบฟันหน้าเล็กน้อย 2. ฟันของกระต่ายฟันบนจะมีอยู่สองคู่ คู่บนและคู่ล่าง 3. ด้านหน้าที่เราเห็นเรียก ฟันตัดคู่หน้า 4. ด้านหลังที่เราเห็นเรียก peg teeth  5. ส่วนอัตราการงอกยาวของฟันตัดบนและฟันตัดล่าง จากการศึกษาของ Hamidur Rahman และคณะ กล่าวว่า ค่าเฉลี่ยการงอกยาวของฟันตัดคู่บนงอกยาวเฉลี่ยปีละ 12.7 เซนติเมตร ส่วนฟันตัดคู่ล่างงอกยาวเฉลี่ย 20.3 เซนติเมตรต่อปี 6. ปกติฟันที่งอกยาวจะสึกไปตามธรรมชาติ โดยขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง”โภชนการ” 7. ชุดฟันกรามด้านใน มีหน้าที่สำคัญคือการบดเคี้ยวอาหาร 8. ฟันกรามบนจะมี6 คู่ 9. ฟันกรามล่างมี 5 คู่ 10. วิธีการตรวจ ต้องเอาอุปกรณ์เอาไปส่องดูด้านในของช่องปาก เพื่อดูว่ามีฟันที่ผิดปกติหรือไม่ ดังนั้น การกินตามหลักโภชนาการจึงถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับกระต่าย อาหารหลักที่ควรได้รับคือ หญ้าแห้งคุณภาพดีที่มีไฟเบอร์ คุณค่าทางสูงเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เจ้าของควรให้หญ้าแห้ง 70-80% และอาหารเม็ดคุณภาพดี 20% เพื่อเป็นการช่วยเรื่องฟันและให้กระต่ายได้รับสารอาหารที่ดี และนอกจากนี้ปัญหาฟันยาวอาจเกิดจากการโน้มนำทางพันธุกรรมได้เหมือนกัน สำหรับปัญหานี้ถ้าเจ้าของพบหรือสงสัยรีบพาน้องไปตรวจกับคุณหมอเพื่อหาทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้นะครับ…

วิธีการจับบังคับนกเพื่อพานกมารักษาหรือนำนกมาตรวจสุขภาพเบื้องต้น

                              สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาบอกวิธีการจับบังคับนกเพื่อพานกมารักษาหรือนำนกมาตรวจสุขภาพเบื้องต้นเองที่บ้านหรือเจอนกที่พลัดหลงจากเจ้าของ อุปกรณ์เบื้องต้นที่ใช้ -มือเปล่า -ผ้าขนหนู -ถุงมือผ้า ไม่แนะนำถุงมือหนังหนาๆนะครับเพราะเจ้าของอาจไม่รู้กำลัง น้ำหนักมือของตัวเองยกเว้นกรณีของนกล่าเหยื่อต้องใช้ถุงมือหนังครับ -สวิง เอาไว้สำหรับครอบนกแต่ต้องระวังอย่าเอาไปตีนกนะครับ สิ่งที่ต้องระลึกอยู่เสมอคือ ความปลอดภัยของตัวนกและเจ้าของนะครับ ความรวดเร็วและความนิ่มนวลเป็นสิ่งสำคัญดังนั้นการจับนกแต่ละครั้ง เจ้าของต้องมีการวางแผน เก็บอุปกรณ์ที่เกะกะออก ปิดประตู ปิดกรง ปิดหน้าต่าง ปิดพัดลมเพดาน/พัดลมดูดอากาศ เก็บคอนหรือถ้วยน้ำ ถ้วยอาหารออกก่อนด้วยนะครับเพื่อความปลอดภัย นกขนาดเล็ก การบังคับคือใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับที่หัวนก และนิ้วอื่นๆจับรวบที่ปีกและเท้าของนก นกขนาดกลาง การบังคับคือใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางจับบังคับขากรรไกรล่าง นิ้วชี้จับบังคับที่หัวนก มืออีกข้างจับบังคับที่ปีกและขา เจ้าของสามารถใช้ผ้าขนหนูห่อตัวนกได้ นกขนาดใหญ่ การบังคับคือใช้มือที่ถนัดจับบังคับที่หัวและบริเวณใต้ปาก แล้วห่อด้วยผ้าขนหนูเพื่อควบคุมตัวและปีกของนก โดยจับเข้าบริเวณวงแขนของเจ้าของ   *ห้ามจับบังคับแรง ห้ามบีบคอ ห้ามบีบหน้าอกนก นกอาจช็อคและตายได้ จากการที่บีบจนหายใจไม่ออก /เครียดจากการที่ถูกไล่จับนานๆ /อุณภูมิสูงขึ้นจากวันที่มีอากาศร้อน…

”เมื่อไหร่ถึงจะพาสัตว์มาหาหมอ”

เมื่อไหร่ถึงจะพาสัตว์มาหาหมอ” คำตอบ… -กรณีเพิ่งรับสัตว์เข้าบ้านพามาพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพกันก่อนเข้าบ้านดีที่สุด -กรณีสัตว์ปกติ ควรพามาตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก3-6เดือน -กรณีสัตว์ป่วยเล็กน้อย ซึม น้ำมูกไหล ขี้ตาเยอะผิดปกติ กินน้อย ไม่ค่อยเล่น อึแปลก พามาเถอะครับ อย่างน้อยก็ได้คุยกัน^^ -กรณีป่วยแย่เลย รีบๆๆๆพามาโดยด่วน และอย่าลืมเล่าทุกเหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างให้หมอฟังทั้งหมดนะครับ ห้ามปกปิด บอกได้เลยทำอะไรมา บ้านเป็นยังไง มีตังมาน้อย เงินไม่พอ แจ้งกับสัตวแพทย์ได้ จรรยาบรรณสัตวแพทย์หมอทุกคนมี แต่ขอร้อง…อย่าทิ้งสัตว์นะครับ -กรณีฉุกเฉิน อุบัติเหตุ พาเข้า รพส.ที่เปิด 24ชม. ได้เลยครับ พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันต่อว่าจะย้ายไปที่ไหนดี (คิดกับเค้าให้เหมือนกับชีวิตคนๆนึง) หรือถ้าพาไปไหนไม่ได้จริงๆ ให้เขาอยู่ในที่อบอุ่น ระบายอากาศได้ดี ไม่ให้ตื่นเต้นตกใจ -แนะนำมีเบอร์สัตวแพทย์คนสนิทไว้ครับ ช่วยได้เยอะแต่ถามหมอเขาก่อนนะครับว่าโอเคไหม -สุดท้ายเอาใจช่วยทุกคนที่เลี้ยงสัตว์ด้วยใจรักนะครับ 😊 ด้วยความปรารถนาดี Nut Guyson DVM. Premier Pet Hospital

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ไมโครชิพ (Microchip) ในนกแก้ว

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ไมโครชิพ (Microchip) – ไมโครชิพเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็ก บรรจุอยู่ในครอบแก้วที่ผ่านการพิสูจน์จนเชื่อมั่นว่าจะไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อของร่างกายสัตว์ – หมายเลขภายในไมโครชิพจะถูกกำหนดไว้แล้วจากโรงงานผู้ผลิต เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหมายเลขนั้นๆ ได้ – การอ่านหมายเลขก็ต้องใช้เครื่องอ่านไมโครชิพ (Microchip Reader) เป็นตัวแสดงผล – วิธีการติดตั้งไมโครชิพทำได้โดยใช้เข็มที่บรรจุไมโครชิพอยู่ภายในและถูกทำให้ปลอดเชื้อแล้ว ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณหลังของสัตว์เลี้ยง – ไมโครชิพสามารถอยู่ในร่างกายสัตว์ได้นาน การฉีดไมโครชิพครั้งเดียวสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตสัตว์ โดยไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกายแต่อย่างใด – ไมโครชิพในสัตว์ทุกประเภทตั้งแต่ขนาดเล็ก จนกระทั่งสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ในการฝังไมโครชิพไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวสัตว์ และไม่มีข้อห้ามหลังจากการฝัง – การฝังไมโครชิพ เป็นวิธีการที่อันตรายน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการทำเครื่องหมายอื่นๆ – การฝังไมโครชิพใช้เวลาน้อยมาก ไม่ถึง 1 นาที – การฝังไมโครชิพ ในแต่ละสัตว์มีตำแหน่งที่แตกต่างกัน – เจ้าของสามารถรับบริการนี้ได้จากโรงพยาบาลสัตว์ที่เจ้าของไว้วางใจ หรือสอบถามกับทางโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงพรีเมียร์ – ประโยชน์ ของการฝังไมโครชิพ เพื่อยืนยันตัวสัตว์เลี้ยง ใน >กรณีขอขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง >กรณีเดินทางไปต่างประเทศ >กรณีพัฒนาสายพันธุ์ >กรณีการซื้อขายไม่ผิดตัว >กรณีสัตว์เลี้ยงหลุดหาย Nut Guyson DVM. Premier…

“Metabolic Bone Disease in Sugar Gliders”

“Metabolic Bone Disease in Sugar Gliders” -สามารถพบได้บ่อยและเป็นปัญหาหลัก ชูก้าไกลเดอร์ เพราะเป็นสัตว์ที่ต้องการแคลเซียมจากอาหาร และต้องการวิตามินดี3 ที่ได้จากแสงแดด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก -โรคนี้พบเมื่อปริมาณของแคลเซียมและวิตามินดี3 ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น -เมื่อร่างกายต้องการใช้มากกว่าปกติ (ตอนตั้งท้อง ตอนเลี้ยงลูก) -เมื่อร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ปกติ เช่น สัตว์ไม่เคยได้รับแสงแดด สัตว์ป่วย สัตว์อ้วน สัตว์ขาดสารอาหาร -เมื่อเกิดความไม่สมดุลกัน ร่างกายจึงพยายามดึงแคลเซียมจากส่วนต่างๆมาใช้ -ปัญหาที่ตามมาได้แก่ โรคหัวใจ อาการชัก ปัญหาของปอด และสิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ กระดูกบางและหักได้ -การวินิจฉัย 1.การซักประวัติอาหารและวิธีการเลี้ยงดู 2.การ X-ray เป็นการเช็ค ความหนา-บางของกระดูก -การป้องกัน 1.ปรับอาหารให้มีโภชนาการที่ครบถ้วน อาหารที่ดีต้องมีพลังงาน โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินและแร่ธาตุ ที่สมดุล 2.การพาไปอาบแดดเช้า เพื่อรับวิตามิน D3 เพื่อใช้ในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ กรณีที่ไม่สามารถพาไปอาบแดดได้ แนะนำให้ใช้หลอดไฟ UVA UVB ด้วยความปรารถนาดี…