รู้ก่อนเลี้ยง หนูแฮมสเตอร์สายพันธุ์ซีเรียน

หนูแฮมสเตอร์สายพันธุ์ซีเรียน หรือโกลเด้น เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีการเลี้ยงมาก เนื่องจากโดยธรรมชาติมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ขนยาว มีสีขนหลากหลาย เหมาะกับผู้เลี้ยงมือใหม่ เชื่องมือง่าย ใจดี ไม่ดุ ตัวเต็มมือ อุ้มเล่นง่าย และค่อนข้างนิ่งหากคุ้นกับเจ้าของ คนไทยเรียกว่า “พันธุ์ไจแอ้นท์” มีต้นกำเนิดมาจากทางตอนเหนือของซีเรียและตอนใต้ของตุรกี ถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติจะมีอากาศอบอุ่นและแห้ง โดยจะอาศัยอยู่ในโพรงใต้ดิน แฮมสเตอร์พันธุ์นี้จะมีลักษณะเด่นพิเศษคือ มีขนาดใหญ่กว่าแฮมสเตอร์แคระทั่วไปถึง 5 เท่า ความยาวตัวเฉลี่ย 18-23 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 120-125 กรัมมีอายุขัยเฉลี่ย 2.5-3 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสุขภาพและการเลี้ยงดูของเจ้าของด้วย หากมีการให้อาหารที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ ก็จะยิ่งมีอายุยาวนานขึ้น แฮมสเตอร์สายพันธุ์นี้ รักสันโดษมาก ไม่ชอบสังคม แม้หลังจากการผสมพันธุ์ตัวเมียก็อาจโจมตีตัวผู้ หรือพี่น้องที่เลี้ยงมาด้วยกันเมื่อโตเต็มที่แล้วก็สามารถโจมตีซึ่งกันและกันได้ ดังนั้น ควรเลี้ยงตัวเดียวในกรง ไม่เช่นนั้นจะกัดกันจนบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ถึงแม้แฮมสเตอร์จะตัวเล็ก แต่ก็ต้องการพื้นที่มาก เมื่ออยู่ในพื้นที่แคบ ๆ เค้าจะเครียด อาจแสดงอาการก้าวร้าวได้ คำแนะนำเรื่องกรง/พื้นที่เลี้ยงของแฮมเตอร์ Hamster Society Singapore (HHS) บอกว่า…

มาดูแลสุขภาพฟันกระต่ายกันเถอะ

🙏🏻😌✌🏻 🐰 การดูแลสุขภาพฟันกระต่ายนั้นเริ่มต้นที่การกินเป็นอันดับแรกหลายคนรู้ว่ากระต่ายมีฟันที่งอกยาวตลอดชีวิตทั้งฟันหน้าและฟันกนามซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้บดเคี้ยวอาหารที่มีไฟเบอร์สูงเช่นหญ้าแห้ง อาหารเม็ด การดูแลสุขภาพฟันกระต่ายนั้นเริ่มต้นที่อาหาร 📌กระต่ายควรกินหญ้าแห้ง 70 % ถึง 80% กระต่ายควรได้รับอาหารที่เหมาะสม คือหญ้าแห้ง หาดอายุต่ำกว่ส 6-8 เดือน ควรกินหญ้า alfafa เนื่องจาก มีโปรตีนและพลังงานสูง และกระต่ายโตควรกินหญ้า timothy หรือ หญ้าอื่นที่มีโปรตีนหรือพลังงานเหมาะสำหรับกระต่ายโต 📌กินอาหารเม็ดที่คุณภาพดีมีไฟเบอร์สูง เนื่องจากกระต่ายมีความจำเป็นต้องเคี้ยวอาหารให้เกิดการสึกของฟันทีาเหมาะสม อาหารเม็ดที่ดีควร มีส่วนช่วยในการขัดฟัน ไฟเบอร์ที่สูงยังป้องกันการเกิดโรคท้องอืดในกระต่าย 📌ให้ขนมและผักเพียงเล็กน้อย กระต่ายควรได้รับขนมและผักเพียงเล็กน้อยและควรเป็นขนมที่มีแป้งและน้ำตาลต่ำหรือไม่มีเลยเพราะการกินขนมมากนอกจากทำให้กระต่ายเกิดอาการท้องอืดยังทำให้เกิดภาวะฟันผุและยังเป็นสาเหตุให้เกิดฝีรากฟันในกระต่ายได้ 📌มันสังเกตอาการกกระต่ายเป็นประจำ กระต่ายที่มีปัญหาโรคฟันจะมีอาการ น้ำลายไหล น้ำตาใหล เบื่ออาหารใบหน้าบวม 📌พากระต่ายพบคุณหมอ ทุก3-6 เดือนเพื่อให้คุณหมอช่วยส่องตรวจฟันกรามด้านใน เช็คสุขภาพเป็นประจำ✌🏻เพียงเท่านี้ ก็เป็นการดูแลสุขภาพฟันกระต่ายได้อีกทางหนึ่ง และอย่างที่บอกครับการป้องกันดีกว่าแก้เสมอ✌🏻 Nut Guyson DVM. Premier Pet Hospital

เมื่อกระต่ายฟันหน้ายาวจะทำอย่างไร…..

เมื่อฟันหน้าของกระต่ายมีอาการยาวผิดปกติ จำเป็นจะต้องนำมาให้คุณหมอทำการตัดฟันให้ เพื่อจะทำให้กระต่ายกลับมากินน้ำอาหารได้อย่างปกติ *******ควรตัดฟันโดยสัตว์แพทย์เท่านั้น ควรตัดฟันด้วยเครื่องเจียรฟันเท่า ไม่ควรตัดฟันด้วย กรรไกรตัดเล็บ คีมต่างๆ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ฟันและรากฟันแตกหักได้เป็นสาเหตุของฝีรากฟันได้********

กระต่ายจำเป็นต้องตรวจเลือดหรือไม่?

ในกระต่าย การตรวจเลือดมีความจำเป็นหรือไม่? การตรวจเลือดเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัยเนื่องจากสามารถบ่งชี้ข้อมูลการทำงานของอวัยวะที่สำคัญในร่างกายได้หลายระบบในระยะเวลาสั้น 💉 การตรวจเลือดสามารถบ่งบอกได้ว่าร่างกายสัตว์ปกติหรือผิดปกติ ถ้าผิดปกติเกิดจากอวัยวะใดเพื่อนำข้อมูลไปวินิจฉัยในการรักษาและป้องกันต่อไป ค่าเลือดที่ใช้ตรวจพื้นฐานได้แก่ ค่าเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ค่าตับ ค่าไต และค่าเลือดพิเศษที่จำเพาะในแต่ละชนิดสัตว์ // แนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติกันเป็นประจำกันทุกปีนะคะ ด้วยความปรารถนาดี☺️

5 อาการ สังเกต โรค ฟันยาวในกระต่าย

หลายคนคงไม่ทราบ ว่า กระต่ายของ ตัวเองที่เลี้ยงอยู่นั้น มีฟันแบบ พิเศษ คือ  เป็นฟันที่สามารถ งอกยาวได้ตลอดชีวิต ทั้งฟันหน้า ฟันกราม (กระต่ายไม่มีฟันเขี้ยวนะ)  เพราะธรรมชาติ กระต่ายเป็นสัตว์กินฟืชที่มีเส้นใยเหนียว แข็ง เช่น หญ้าแห้ง ต่างๆๆ  บางการให้อาหารที่ไม่เหมาะ จะส่งผลต่อฟันได้ เราจะดูว่า ถ้ากระต่ายมี ปัญหาโรคฟันยาว จะสังเกตได้อย่างไร…… ฟันหน้ายาวหรือไม่สบกัน อย่างเห็นได้ชัด คางเปียก มีน้ำไหลจำนวนมาก มีโรคผิวหนังใต้คาง ตาแฉะมีน้ำตาไหลตลอดเวลา   กินน้ำปริมาณมากหรือน้อยผิดปกติ จากเดิม   5.เบื่ออาหาร พฤติกรรมการกินอาหารเปลี่ยนไป เช่น กินแต่หญ้า หรือ กินอาหารเม็ดอย่างเดียว ถ้าพบว่า กระต่ายมีอาการดังกล่าว แนะนำให้ไปพบสัตว์แพทย์เพื่อทำการตรวจฟัน  เผื่อที่จะได้รักษาอย่างทันท่วงทีนะครับ Nut Guyson DVM. Premier Pet Hospital  

เรื่องน่ารู้ของฟันกระต่าย

เรื่องน่ารู้ของฟันกระต่าย 1. ฟันของกระต่ายควรสบกันพอดี/ฟันบนครอบฟันหน้าเล็กน้อย 2. ฟันของกระต่ายฟันบนจะมีอยู่สองคู่ คู่บนและคู่ล่าง 3. ด้านหน้าที่เราเห็นเรียก ฟันตัดคู่หน้า 4. ด้านหลังที่เราเห็นเรียก peg teeth  5. ส่วนอัตราการงอกยาวของฟันตัดบนและฟันตัดล่าง จากการศึกษาของ Hamidur Rahman และคณะ กล่าวว่า ค่าเฉลี่ยการงอกยาวของฟันตัดคู่บนงอกยาวเฉลี่ยปีละ 12.7 เซนติเมตร ส่วนฟันตัดคู่ล่างงอกยาวเฉลี่ย 20.3 เซนติเมตรต่อปี 6. ปกติฟันที่งอกยาวจะสึกไปตามธรรมชาติ โดยขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง”โภชนการ” 7. ชุดฟันกรามด้านใน มีหน้าที่สำคัญคือการบดเคี้ยวอาหาร 8. ฟันกรามบนจะมี6 คู่ 9. ฟันกรามล่างมี 5 คู่ 10. วิธีการตรวจ ต้องเอาอุปกรณ์เอาไปส่องดูด้านในของช่องปาก เพื่อดูว่ามีฟันที่ผิดปกติหรือไม่ ดังนั้น การกินตามหลักโภชนาการจึงถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับกระต่าย อาหารหลักที่ควรได้รับคือ หญ้าแห้งคุณภาพดีที่มีไฟเบอร์ คุณค่าทางสูงเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เจ้าของควรให้หญ้าแห้ง 70-80% และอาหารเม็ดคุณภาพดี 20% เพื่อเป็นการช่วยเรื่องฟันและให้กระต่ายได้รับสารอาหารที่ดี และนอกจากนี้ปัญหาฟันยาวอาจเกิดจากการโน้มนำทางพันธุกรรมได้เหมือนกัน สำหรับปัญหานี้ถ้าเจ้าของพบหรือสงสัยรีบพาน้องไปตรวจกับคุณหมอเพื่อหาทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้นะครับ…

“ทำความรู้จักกับไรกระต่าย”

“ทำความรู้จักกับไรกระต่าย” ไรกระต่ายที่พบได้ทั่วไป มี3 ชนิด 1.Ear mite เกิดจาก Psoroptes cuniculi  พบได้ในหูกระต่าย อาการเด่น : ใบหูหนามาก ช่องหูอักเสบรุนแรง คันและเกาหู บางรายแสดงอาการหัวเอียง 2.Fur mite เกิดจาก Cheyletiella parasitovorax และ Listrophorus gibbus พบได้ที่ผิวหนังของกระต่าย อาการเด่น : ขนร่วงที่หลังคอ มีสะเก็ดรังแคตามเส้นขน กรณีที่กระต่ายขนสีเข้มจะเห็นเป็นจุดสีขาว คันและเกา 3.Burrowing mite เกิดจาก Sarcoptes scabiel และ Notoedres cati  พบไ้ด้ที่ผิวหนังของกระต่าย อาการเด่น : ผิวหนังหนาตัวเป็นสะเก็ด บริเวณโคนเล็บ ใบหู จมูกจะหนาตัวยาวเป็นพินอคคิโอ คันและเกา ผิวหนังอักเสบ *ไรจะเป็นปัญหาแรกที่ทำให้กระต่ายเกิดอาการคันและเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียและทำให้กระต่ายเกิดอาการติดเชื้อรุนแรงได้ *การตรวจรักษาทำได้โดย การส่องตรวจด้วยกล้อง Otoscopeในหูกระต่าย การขูดตรวจผิวหนังหรือการทำการแปะตรวจผิวหนัง โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ เมื่อพบสาเหตุของการเกิดปัญหาคุณหมอทำการจ่ายยา…

”เมื่อไหร่ถึงจะพาสัตว์มาหาหมอ”

เมื่อไหร่ถึงจะพาสัตว์มาหาหมอ” คำตอบ… -กรณีเพิ่งรับสัตว์เข้าบ้านพามาพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพกันก่อนเข้าบ้านดีที่สุด -กรณีสัตว์ปกติ ควรพามาตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก3-6เดือน -กรณีสัตว์ป่วยเล็กน้อย ซึม น้ำมูกไหล ขี้ตาเยอะผิดปกติ กินน้อย ไม่ค่อยเล่น อึแปลก พามาเถอะครับ อย่างน้อยก็ได้คุยกัน^^ -กรณีป่วยแย่เลย รีบๆๆๆพามาโดยด่วน และอย่าลืมเล่าทุกเหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างให้หมอฟังทั้งหมดนะครับ ห้ามปกปิด บอกได้เลยทำอะไรมา บ้านเป็นยังไง มีตังมาน้อย เงินไม่พอ แจ้งกับสัตวแพทย์ได้ จรรยาบรรณสัตวแพทย์หมอทุกคนมี แต่ขอร้อง…อย่าทิ้งสัตว์นะครับ -กรณีฉุกเฉิน อุบัติเหตุ พาเข้า รพส.ที่เปิด 24ชม. ได้เลยครับ พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันต่อว่าจะย้ายไปที่ไหนดี (คิดกับเค้าให้เหมือนกับชีวิตคนๆนึง) หรือถ้าพาไปไหนไม่ได้จริงๆ ให้เขาอยู่ในที่อบอุ่น ระบายอากาศได้ดี ไม่ให้ตื่นเต้นตกใจ -แนะนำมีเบอร์สัตวแพทย์คนสนิทไว้ครับ ช่วยได้เยอะแต่ถามหมอเขาก่อนนะครับว่าโอเคไหม -สุดท้ายเอาใจช่วยทุกคนที่เลี้ยงสัตว์ด้วยใจรักนะครับ 😊 ด้วยความปรารถนาดี Nut Guyson DVM. Premier Pet Hospital