แสงกับสัตว์เลื้อยคลาน (Light & Reptile)

แสงกับสัตว์เลื้อยคลาน (Light & Reptile) สัตว์เลื้อยคลานต้องการแสงแดดในการดำรงชีวิต หากเจ้าของเลี้ยงแล้วไม่มีเวลาในการพาไปตากแดดยามเช้า สิ่งสำคัญที่เจ้าของต้องมีคือ ‘หลอดจำลองแสงอาทิตย์’ สิ่งที่สัตว์ต้องการคือ UVA UVB แสงที่ใช้มองเห็น และความร้อน – UVA คือช่วงแสงที่คนและสัตว์มองเห็น มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการกินอาหาร การออกหากิน การนอนหลับ การผสมพันธุ์ และความสวยงามของสีสัน – UVB คือ ช่วงแสงที่เรามองไม่เห็น มีส่วนช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามิน D3 มีผลต่อการMetabolism ดูดซึมแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูก ป้องกันการเกิดกระดูกบาง (Metabolic Bone Disease) – ความร้อน เพื่อให้ความอบอุ่นร่างกายและกระตุ้นระบบการเผาผลาญการทำงานของร่างกาย ดังนั้น เจ้าของสามารถเลือกซื้อหลอด โคมไฟ และดูค่าหน่วยกำลังไฟฟ้าตามความเหมาะสมของสัตว์ที่เลี้ยงและสถานที่เลี้ยง ด้วยความปรารถนาดี Nut Guyson DVM. Premier Pet Hospital

คำแนะนำ “เมื่อพบว่านกไข่ค้าง”

📌คำแนะนำ “เมื่อพบว่านกไข่ค้าง” รีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน การที่เจ้าของรีดไข่ออกมาเอง หากไม่มีความชำนาญอาจทำให้นกได้รับความเจ็บปวดมากขึ้นและทนไม่ไหวทำให้เสียชีวิตได้ 📌สิ่งที่สัตวแพทย์ทำ  ให้ดมยาสลบ ให้สารน้ำ ให้ออกซิเจน ให้ยาลดปวด คุมการติดเชื้อ ใช้สารหล่อลื่น เพื่อนำไข่ออกมา กรณีที่ไม่สามารถนำไข่ออกมาได้ด้วยวิธีนี้ ต้องทำการเจาะไข่และดูด หยิบเอาเปลือกไข่ออกทั้งหมด 📌สาเหตุหลักของการเกิดไข่ค้าง เกิดจากนกที่สุขภาพไม่แข็งแรงเป็นหลัก สุขภาพที่ไม่แข็งแรงเกิดจาก 1.ภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม เช่น นกขาดสารอาหาร นกที่ไม่ได้รับการดูแลเรื่องอาหาร นกขาดวิตามิน นกขาดแคลเซียม นกที่กินแต่เมล็ดพืช/ทานตะวันมาทั้งชีวิต นกที่ไม่ได้รับแสงแดด 2.การดูแลการจัดการไม่ดี เช่น การปล่อยให้นกอ้วน นกขาดการออกกำลังกาย นกผอม รวมถึงนกที่น้ำหนักน้อย นกถูกผสมพันตั้งแต่อายุน้อย ถูกผสมพันธุ์บ่อยเกินไป นกป่วย นกแก่ รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เสียงดังรบกวน หรือแม้กระทั้งการที่เจ้าของเปิดดูตลอดเวลา นกเครียด 3.นกมีปัญหาเรืองพันธุกรรม เช่น เกิดจากกรรมพันธุ์ ช่องเชิงกรานผิดปกติ นกเคยได้รับอุบัติเหตุ นกที่ไข่มากกว่าปกติ นกที่มีไข่ใบใหญ่ ไข่รูปทรงผิดปกติ นกที่ไข่นิ่ม รวมถึงนกที่มีความผิดปกติเรื่องระบบสืบพันธุ์ต่างๆ ด้วยความปรารถนาดี Nut Guyson  DVM. Premier…

”เมื่อไหร่ถึงจะพาสัตว์มาหาหมอ”

เมื่อไหร่ถึงจะพาสัตว์มาหาหมอ” คำตอบ… -กรณีเพิ่งรับสัตว์เข้าบ้านพามาพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพกันก่อนเข้าบ้านดีที่สุด -กรณีสัตว์ปกติ ควรพามาตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก3-6เดือน -กรณีสัตว์ป่วยเล็กน้อย ซึม น้ำมูกไหล ขี้ตาเยอะผิดปกติ กินน้อย ไม่ค่อยเล่น อึแปลก พามาเถอะครับ อย่างน้อยก็ได้คุยกัน^^ -กรณีป่วยแย่เลย รีบๆๆๆพามาโดยด่วน และอย่าลืมเล่าทุกเหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างให้หมอฟังทั้งหมดนะครับ ห้ามปกปิด บอกได้เลยทำอะไรมา บ้านเป็นยังไง มีตังมาน้อย เงินไม่พอ แจ้งกับสัตวแพทย์ได้ จรรยาบรรณสัตวแพทย์หมอทุกคนมี แต่ขอร้อง…อย่าทิ้งสัตว์นะครับ -กรณีฉุกเฉิน อุบัติเหตุ พาเข้า รพส.ที่เปิด 24ชม. ได้เลยครับ พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันต่อว่าจะย้ายไปที่ไหนดี (คิดกับเค้าให้เหมือนกับชีวิตคนๆนึง) หรือถ้าพาไปไหนไม่ได้จริงๆ ให้เขาอยู่ในที่อบอุ่น ระบายอากาศได้ดี ไม่ให้ตื่นเต้นตกใจ -แนะนำมีเบอร์สัตวแพทย์คนสนิทไว้ครับ ช่วยได้เยอะแต่ถามหมอเขาก่อนนะครับว่าโอเคไหม -สุดท้ายเอาใจช่วยทุกคนที่เลี้ยงสัตว์ด้วยใจรักนะครับ 😊 ด้วยความปรารถนาดี Nut Guyson DVM. Premier Pet Hospital

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ไมโครชิพ (Microchip) ในนกแก้ว

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ไมโครชิพ (Microchip) – ไมโครชิพเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็ก บรรจุอยู่ในครอบแก้วที่ผ่านการพิสูจน์จนเชื่อมั่นว่าจะไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อของร่างกายสัตว์ – หมายเลขภายในไมโครชิพจะถูกกำหนดไว้แล้วจากโรงงานผู้ผลิต เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหมายเลขนั้นๆ ได้ – การอ่านหมายเลขก็ต้องใช้เครื่องอ่านไมโครชิพ (Microchip Reader) เป็นตัวแสดงผล – วิธีการติดตั้งไมโครชิพทำได้โดยใช้เข็มที่บรรจุไมโครชิพอยู่ภายในและถูกทำให้ปลอดเชื้อแล้ว ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณหลังของสัตว์เลี้ยง – ไมโครชิพสามารถอยู่ในร่างกายสัตว์ได้นาน การฉีดไมโครชิพครั้งเดียวสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตสัตว์ โดยไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกายแต่อย่างใด – ไมโครชิพในสัตว์ทุกประเภทตั้งแต่ขนาดเล็ก จนกระทั่งสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ในการฝังไมโครชิพไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวสัตว์ และไม่มีข้อห้ามหลังจากการฝัง – การฝังไมโครชิพ เป็นวิธีการที่อันตรายน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการทำเครื่องหมายอื่นๆ – การฝังไมโครชิพใช้เวลาน้อยมาก ไม่ถึง 1 นาที – การฝังไมโครชิพ ในแต่ละสัตว์มีตำแหน่งที่แตกต่างกัน – เจ้าของสามารถรับบริการนี้ได้จากโรงพยาบาลสัตว์ที่เจ้าของไว้วางใจ หรือสอบถามกับทางโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงพรีเมียร์ – ประโยชน์ ของการฝังไมโครชิพ เพื่อยืนยันตัวสัตว์เลี้ยง ใน >กรณีขอขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง >กรณีเดินทางไปต่างประเทศ >กรณีพัฒนาสายพันธุ์ >กรณีการซื้อขายไม่ผิดตัว >กรณีสัตว์เลี้ยงหลุดหาย Nut Guyson DVM. Premier…

“Metabolic Bone Disease in Sugar Gliders”

“Metabolic Bone Disease in Sugar Gliders” -สามารถพบได้บ่อยและเป็นปัญหาหลัก ชูก้าไกลเดอร์ เพราะเป็นสัตว์ที่ต้องการแคลเซียมจากอาหาร และต้องการวิตามินดี3 ที่ได้จากแสงแดด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก -โรคนี้พบเมื่อปริมาณของแคลเซียมและวิตามินดี3 ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น -เมื่อร่างกายต้องการใช้มากกว่าปกติ (ตอนตั้งท้อง ตอนเลี้ยงลูก) -เมื่อร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ปกติ เช่น สัตว์ไม่เคยได้รับแสงแดด สัตว์ป่วย สัตว์อ้วน สัตว์ขาดสารอาหาร -เมื่อเกิดความไม่สมดุลกัน ร่างกายจึงพยายามดึงแคลเซียมจากส่วนต่างๆมาใช้ -ปัญหาที่ตามมาได้แก่ โรคหัวใจ อาการชัก ปัญหาของปอด และสิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ กระดูกบางและหักได้ -การวินิจฉัย 1.การซักประวัติอาหารและวิธีการเลี้ยงดู 2.การ X-ray เป็นการเช็ค ความหนา-บางของกระดูก -การป้องกัน 1.ปรับอาหารให้มีโภชนาการที่ครบถ้วน อาหารที่ดีต้องมีพลังงาน โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินและแร่ธาตุ ที่สมดุล 2.การพาไปอาบแดดเช้า เพื่อรับวิตามิน D3 เพื่อใช้ในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ กรณีที่ไม่สามารถพาไปอาบแดดได้ แนะนำให้ใช้หลอดไฟ UVA UVB ด้วยความปรารถนาดี…

“Rabbit in towel

“Rabbit in towel,Rabbit burrito” กระต่ายในผ้าขนหนู เทคนิคง่ายๆที่คนเลี้ยงกระต่ายทุกคนต้องรู้ การห่อผ้าคือวิธีการบังคับกระต่าย ให้กระต่ายอยู่ในท่าที่สะดวกต่อการทำงานและตัวกระต่ายเองมีความปลอดภัยมากที่สุด ใช้สำหรับ -การตรวจสุขภาพ -การป้อนยา การป้อนอาหาร -การตรวจช่องปาก ฯลฯ ด้วยความปรารถนาดี Nut Guyson DVM.  Premier Pet Hospital  

ไรในหูแมว(Ear Mite )

ไรในหู มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Ear Mite ” ซึ่งเกิดจากการติดไรในช่องหูของแมวที่มีชื่อว่า “Otodectes cynotis” ตัวไรในหูของแมวนี้มักจะชอบอยู่ตามซอกหู ในช่องหูของแมวที่อับชื้น ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นจุดสีขาวเคลื่อนที่ได้ ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการแยกชนิดของตัว ถ้าแมวที่เป็นไรหูมากก็ยิ่งทำให้แมวคันมากยิ่งขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะแพร่พันธุ์และยากต่อการรักษา เพราะจะทำให้คัน เกา จนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย และเกิดการอักเสบของหูได้ สาเหตุของการเกิดไรหูแมว ติดตัวไรจากแมวตัวอื่น หรือสิ่งแวดล้อม ด้วยโครงสร้างของหู มีโอกาศอับชื้นได้ จึงเพิ่มโอกาศในการเพิ่มจำนวนตัวไรมากขึ้น อาการเบื้องต้น แมวมีอาการคันที่หู พยายามเกาหู พยายามสบัดหัวไปมาเพราะแมวจะรู้สึกมีอะไรมาเกาะติดที่หู เมื่อเราพลิกเปิดดูหูแมวจากภายนอกจะสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยว่าจะมีขี้หูที่มีลักษะเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำเต็มหูแมวไปหมด เจอตัวขาวๆยุบยิบ บางครั้งถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้น สามารถพบคราบสกปรกและการอักเสบเป็นแผลได้ วิธีการรักษา การกำจัดไรในหู ต้องหมั่นทำความสะอาดช่องหูแมวเป็นประจำ หยอดยาเพื่อลดการอักเสบ หยอดยาเพื่อฆ่าตัวไรในหู รวมถึงควรมีการหยดยาเพื่อป้องกันไรเป็นประจำทุกเดือน Nut Guyson DVM.  Premier Pet Hospital